วัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ สร้างโดยพญามังรายเมื่อกว่า 700 ปี
วัดเชียงมั่น ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือภายในเมืองเชียงใหม่ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท พื้นที่ประมาณ 1.268 เฮกเตอร์ มีแนวกำแพงวัดล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน และมีประตูทางเข้าหลักอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
ภายในวัดมีศาสนสถานที่สำคัญ ได้แก่ เจดีย์ วิหาร หอไตร พระอุโบสถ ศาลา และสระน้ำ ซึ่งสะท้อนความสมบูรณ์ของผังวัดล้านนาในฐานะศูนย์กลางศาสนาและชุมชน
ประวัติของวัดเชียงมั่นปรากฏในศิลาจารึกวัดเชียงมั่น ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ จารึกขึ้นใน พ.ศ. 2124 กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ล้านนา คือ การสร้างเมืองเชียงใหม่สมัยพญามังราย ใน พ.ศ. 1839 และความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์ ได้แก่ พญามังราย พญางำเมืองแห่งอาณาจักรพะเยา และพญาร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย ที่มาร่วมดูชัยภูมิในการสร้างเมืองเชียงใหม่และการสร้างวัด
ศิลาจารึกยังกล่าวว่าบริเวณวัดเชียงมั่นเคยเป็นที่ประทับของพญามังรายขณะทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ หลังสร้างเมืองเสร็จจึงทรงสร้างวัดขึ้น ณ ที่นี้ และให้นามว่า วัดเชียงมั่น เพื่อให้เป็นที่มั่นของเมือง รวมถึงบันทึกเหตุการณ์สำคัญในช่วงหลัง เช่น ในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030) การที่พม่าเข้าปกครองล้านนาใน พ.ศ. 2101 และการบูรณะเจดีย์วัดเชียงมั่นใน พ.ศ. 2114
รูปแบบเจดีย์ประธาน
เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดเดียวแบบล้านนา (สมัยล้านนาระยะที่ 3 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 21) ที่พัฒนามาจากเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด (สมัยล้านนาระยะที่ 1 พุทธศตวรรษที่ 19) ซึ่งมีอิทธิพลมาจากเจติยวิหารของศิลปะพุกาม โดยมีส่วนที่ช่างล้านนาคิดขึ้นใหม่ คือ ใช้เพียงหลังคาลาดเอนและต่อยอดด้วยเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา (สมัยล้านนาระยะที่ 2 พุทธศตวรรษที่ 20) เจดีย์รูปแบบนี้เป็นลักษณะเฉพาะของล้านนา ที่สืบทอดมาจนกระทั่งหมดยุคของอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. 2107) หลังจากนั้นอาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม
ลักษณะของเจดีย์ประกอบด้วยฐานเขียง 1 ฐาน รองรับฐานที่มีช้างล้อม ซึ่งรองรับส่วนเรือนธาตุที่มีฐานบัวลูกแก้วอกไก่ เรือนธาตุยกเก็จประดับซุ้มจระนำด้านละ 3 ซุ้ม ถัดขึ้นไปเป็นส่วนยอดเจดีย์ทรงระฆัง ซึ่งประกอบด้วยชั้นหลังคาเอนลาดในผังยกเก็จ 2 ชั้น ถัดขึ้นไปมีส่วนรองรับแบบบัวถลาในผัง 8 เหลี่ยม 3 ชั้น ที่ได้รับอิทธิพลมาจากสุโขทัยต้นพุทธศตวรรษที่ 20 รองรับองค์ระฆัง เหนือองค์ระฆังมีบัลลังก์ในผังย่อมุมไม้สิบสอง และส่วนยอดประกอบด้วยก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน และปลีตามลำดับ
พัฒนาการและการบูรณะ
ถึงแม้ว่าวัดเชียงมั่นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า วัดนี้สร้างเสร็จในสมัยพญามังราย (พ.ศ. 1839-1854) แต่เนื่องจากเป็นวัดที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของอาณาจักรล้านนา จึงมีการบูรณปฏิสังขรณ์มาทุกยุคทุกสมัย รูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏเป็นงานบูรณะในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 และมีหลักฐานการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพญาแสนหลวง พ.ศ. 2114 อย่างไรก็ตาม การบูรณะทั้งสองครั้งน่าจะยังรักษารูปแบบเดิมไว้ ส่วนที่ทำเพิ่มเติมขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน) น่าจะได้แก่ลวดลายปูนปั้นและวิหารหลวง
สถานะปัจจุบัน
ปัจจุบันวัดเชียงมั่นเป็นวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่มีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 6 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์และกรรมการวัดเชียงมั่น
พญามังรายทรงสร้างวัดขึ้นบนที่ตั้งค่ายที่ประทับเดิม พร้อมกับการสถาปนาเมืองเชียงใหม่
จัดทำศิลาจารึกด้านหน้าพระอุโบสถ บันทึกการสร้างเมืองเชียงใหม่ ความสัมพันธ์สามกษัตริย์ และประวัติวัดเชียงมั่น
บริบทการเมืองเปลี่ยนผ่านสำคัญของล้านนา ซึ่งปรากฏการกล่าวถึงในประวัติวัดเชียงมั่น
มีหลักฐานการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพญาแสนหลวง โดยยังคงรูปแบบศิลปกรรมเดิมไว้เป็นสำคัญ
เป็นวัดเถรวาทที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษา และเป็น 1 ในองค์ประกอบสำคัญของการเสนอเชียงใหม่สู่มรดกโลก