วัดแห่งอุโมงค์โบราณกลางป่าใหญ่ สถานปฏิบัติธรรมอันสงบร่มรื่น
ตามเอกสารประวัติศาสตร์ กล่าวว่า วัดนี้มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพญามังราย (พ.ศ. 1839-1854) เรียกชื่อว่า "วัดไผ่สิบเอ็ดกอ" ได้รับการบูรณะในสมัยพระเจ้ากือนา (พ.ศ. 1898-1928) เพื่อเป็นที่พักของพระมหาเถรจันทร์ เวลาปฏิบัติสมาธิเพราะเป็นวัดในเขตอรัญญิก
วัดนี้เคยเป็นวัดร้างในช่วงที่อาณาจักรล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า (พ.ศ. 2101-2317) และได้รับการบูรณะอีกครั้ง ในช่วงที่พ่อค้าพม่าเข้ามาทำกิจการค้าไม้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ต่อมาได้กลับมาเป็นวัดอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 9 โดยหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น ใช้ชื่อว่า "วัดอุโมงค์" (สวนพุทธธรรม) มาจนถึงปัจจุบันนี้
ความสำคัญทางศิลปกรรมของวัดนี้ คือ การสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่บนเนินเขา และเจาะอุโมงค์สำหรับเป็นทางเดินในลักษณะประทักษิณ เข้าไปยังกึ่งกลางภายในเจดีย์ ซึ่งมีห้องกรุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ระหว่างทางเดินที่เป็นอุโมงค์ จะทำเป็นห้องเล็ก ๆ (กุฏิวิปัสสนากรรมฐาน) ใช้เป็นที่วิปัสสนา สำหรับภิกษุ และที่ห้องกรุมีจิตรกรรม ที่เขียนเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า ส่วนที่เป็นอุโมงค์ ทางเดินเขียนเป็นภาพท้องฟ้า ดอกไม้ และนก เป็นต้น ปัจจุบัน ห้องกรุที่เชื่อมกับอุโมงค์ทางเดินชำรุด เนื่องจากแผ่นดินไหวในอดีต จนไม่สามารถเข้าไปภายในห้องกรุได้
เจดีย์ประธาน
เจดีย์วัดอุโมงค์ สร้างอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพมีการปรับระดับพื้นที่ให้เรียบก่อนการสร้างเจดีย์รวมทั้งการก่ออิฐเป็นกำแพงกั้นดินไหล และเสริมความมั่นคงแข็งแรงให้กับพื้นที่ก่อสร้าง ลักษณะเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกาม รูปแบบของเจดีย์ประกอบด้วยส่วนฐาน ที่มีลักษณะพิเศษ คือ ชุดฐานบัวคว่ำ บัวหงาย อยู่ในผังกลมซ้อนกัน 3 ชั้น รองรับองค์ระฆังขนาดใหญ่ ที่ชุดฐานบัวแต่ละชั้นประดับลูกแก้ว 2 แนว ส่วนท้องไม้ระหว่างแนวลูกแก้ว ประดับด้วยช่องสี่เหลี่ยมโดยรอบ เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นองค์ระฆังขนาดใหญ่ เหนือองค์ระฆังมีบัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยม ที่นิยมสร้างในศิลปะลังกา ส่วนยอดประดับด้วยปล้องไฉนและปลียอด ที่ก้านฉัตรประดับแถวเทวดา ที่น่าจะรับอิทธิพลมาจากลังกา ฐานเจดีย์ทรงกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 17.87 เมตร และสูง 30.37 เมตร จากรูปแบบของเจดีย์ถือว่าเป็นเจดีย์ทรงระฆังเพียงองค์เดียวที่มีความใกล้เคียงกับเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะพุกามกลุ่มที่ได้รับรูปแบบมาจากศิลปะลังกา และเป็นต้นแบบให้กับเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนาในเวลาต่อมา
จิตรกรรมที่พบภายในผนังกรุ มีความสำคัญมากในสมัยอาณาจักรล้านนา เพราะมีให้ศึกษาไม่มากนัก ประกอบด้วยพระพุทธรูปที่นั่งเรียงเป็นแถว และซ้อนกันหลายแถว ตีความว่าเป็นเรื่องของ "อดีตพระพุทธเจ้า" ได้รับอิทธิพลทั้งรูปแบบและคติการสร้างมาจากศิลปะพุกาม ลักษณะดังกล่าวปรากฏแล้วในศิลปะสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18-20) และสมัยอยุธยาตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 19-20) เขียนเป็นภาพแถวอดีตพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ ด้วยเทคนิคตัดเส้นคู่กันบนพื้นทอง ปัจจุบันจิตรกรรมอยู่ในสภาพที่ลบเลือนแล้ว
อุโมงค์
อุโมงค์ทางเดินและกุฏิวิปัสสนา สร้างอยู่บนเนินเขาส่วนที่ต่อเนื่องกับฐานเจดีย์ประธานทางด้านทิศเหนือ โดยเจดีย์ประธานจะสร้างอยู่บนบริเวณพื้นที่ที่สูงที่สุดของเนินดิน มีการเตรียมปรับระดับพื้นที่ ก่ออิฐเป็นแนวกำแพงแก้ว และกันการพังทลายของดินทั้ง 4 ด้าน ส่วนอุโมงค์ทางเดินและที่นั่งวิปัสสนาจะสร้างอยู่ด้านทิศเหนือของเนินดินมีการก่ออิฐแนวผนังด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศตะวันตกโดยทางด้านทิศตะวันออกจะขุดเป็นอุโมงค์เข้าไปใต้เนินดิน เป็นทางเข้า 3 ช่องทางลึกเข้าไปประมาณ 20.55 เมตร ที่ท้ายอุโมงค์ทั้ง 3 ช่อง ที่ผนังสกัดจะทำเป็นทางเชื่อมถึงกัน โดยมีช่องกลางเป็นทางเดินหลัก และเมื่อถึงทางเชื่อมต่อกันแล้ว จะมีอุโมงค์ทางเดินยกระดับจากช่องเหนือซึ่งเหลือเพียงอุโมงค์เดียวเดินต่อไปทางทิศตะวันตก เมื่อถึงทางเชื่อมที่ผนังสกัดส่วนอุโมงค์ตอนกลางจะมีลักษณะเป็นห้องที่อยู่ด้านในสุด แต่เดิมน่าจะเป็นกุฏิที่นั่งวิปัสสนาเช่นกัน แต่ปัจจุบัน ปรับเป็นฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และมีช่องให้แสงสว่างเข้ามาพร้อมกับการระบายอากาศในอุโมงค์ 2 จุด ของอุโมงค์ทำเป็นฐานประดิษฐานพระพุทธรูป ส่วนที่ผนังอุโมงค์ด้านทิศเหนือ และใต้ ระหว่างผนังอุโมงค์ จะสร้างเป็นกุฏิวิปัสสนากรรมฐานด้านละ 2 ห้อง กุฏิหนึ่งของตรงกลางผนัง ส่วนอีกหลังหนึ่งจะอยู่ตรงผนังด้านสกัด กุฏิแต่ละหลังมีขนาดกว้าง 2.90 เมตร ยาว 3.90 เมตร เป็นกุฏิที่นั่งวิปัสสนากรรมฐานของพระภิกษุ
จากอุโมงค์ช่องด้านทิศเหนือจะมีอุโมงค์ทางเดินยกระดับซึ่งเหลือเพียงอุโมงค์เดียวเดินต่อไปทางทิศตะวันตก จะขุดลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกจนบรรจบกับแนวอุโมงค์ทางเข้า-ออก ที่ขุดมาจากด้านทิศตะวันตก จะมีห้องในจุดที่แนวอุโมงค์บรรจบกัน พร้อมช่องว่างที่มีหลังคาคลุมสำหรับให้แสงสว่างเข้าและระบายอากาศ จากนั้นจะมีแนวอุโมงค์ขุดวางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ พร้อมช่องแสงก่อด้วยอิฐเป็นวงโค้ง 3 ช่อง ไปยังบริเวณที่ตั้งของเจดีย์ประธาน เชื่อว่าจะเป็นทางเข้าไปยังห้องกรุภายในฐานเจดีย์ประธาน เพื่อให้คนเข้ามาสักการะ และเดินประทักษิณโดยรอบห้องกรุ แต่ช่วงที่จะตรงไปยังฐานเจดีย์ผนังอุโมงค์ได้ทรุดพังลง เนื่องจากแผ่นดินไหวในอดีตจึงไม่สามารถเดินเข้าไปยังห้องกรุได้
ลักษณะของอุโมงค์จะขุดเข้าไปใต้เนินดินในลักษณะตัวยูคว่ำ โดยผนังอุโมงค์ทั้ง 2 ข้าง จะก่ออิฐเป็นผนังสูงประมาณ 1.50 เมตร ส่วนเพดานอุโมงค์จะก่ออิฐเป็นวงโค้ง (TRUE ARC) ความสูงของอุโมงค์ประมาณ 1.80 เมตร มีการฉาบปูนปิดทับแนวก่ออิฐทั้งหมด รวมทั้งด้านนอกของอุโมงค์ที่เป็นส่วนของหลังคาอุโมงค์ด้วยเช่นกัน ลักษณะการก่อสร้างของวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ลังกา และพม่า ในกลุ่มศาสนสถานประเภทถ้ำ และกลุ่มนิกายวัดป่า ที่นิยมสร้างกุฏิวิปัสสนากรรมฐาน
จิตรกรรม ที่เพดานอุโมงค์ทางเข้า เหลืออยู่บริเวณผนัง และเพดานอุโมงค์ทางเข้าเป็นลายพรรณพฤกษา รูปดอกโบตั๋น ใบไม้ พระอาทิตย์ และนกกระเรียนแบบจีน ใช้สีสด เช่น สีแดง ดำ เขียว อยู่ที่ผนัง และเพดานรูปวงโค้ง น่าจะแทนสัญลักษณ์ของท้องฟ้า ในความหมายของจักรวาล ซึ่งรูปแบบนี้ ปรากฏอยู่ในศิลปะจีน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22
วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม นับเป็นตัวอย่างของศาสนสถานในพุทธศาสนา นิกายเถรวาท แบบอรัญวาสี ที่มีลักษณะการก่อสร้างแตกต่างไปจากวัดอื่น ๆ ในอาณาจักรล้านนา และพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ปัจจุบันมีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 40 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ นักท่องเที่ยวนิยมไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง โดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์ และกรรมการวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม
มีหลักฐานว่าวัดมีมาตั้งแต่สมัยพญามังราย และเป็นรากฐานของวัดอุโมงค์ในเวลาต่อมา
โปรดให้บูรณะวัดเพื่อเป็นที่พักของพระมหาเถรจันทร์ สำหรับการปฏิบัติสมาธิในเขตอรัญญิก
วัดอุโมงค์อยู่ในสภาพวัดร้างในช่วงที่ล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า
มีการบูรณะวัดอีกครั้งในช่วงที่พ่อค้าพม่าเข้ามาทำกิจการค้าไม้ในเชียงใหม่
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมาตั้งสำนักปฏิบัติธรรม ทำให้วัดกลับมาเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมอีกครั้ง
วัดอุโมงค์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสนอเชียงใหม่เป็นมรดกโลก