วัดแห่งศิลปะไม้แกะสลักล้านนา งดงามด้วยลวดลายอันวิจิตร
วัดบุปผารามหรือวัดสวนดอก ตั้งอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตกห่างออกมาประมาณ 800 เมตร เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท พื้นที่ประมาณ 3.694 เฮกเตอร์ มีแนวกำแพงล้อมรอบวัดทั้ง 4 ด้าน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ภายในวัดมีศาสนสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ วิหารหลวง สร้างโดยพระเจ้ากือนา (พ.ศ. 1898-1928) และสุสานหลวง
ตามเอกสารประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ทรงสร้างให้เพื่อเป็นที่พำนักของพระสุมนเถร ที่อาราธนามาจากสุโขทัยใน พ.ศ. 1915 โดยพระเจ้ากือนา ทรงอุทิศสวนดอกไม้ (สวนหลวง) สร้างวัดขึ้นจึงมีนามว่า วัดบุปผาราม และมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมา 2 องค์ องค์หนึ่งบรรจุไว้ที่เจดีย์วัดบุปผารามแห่งนี้
วัดบุปผาราม หรือชื่อนี้ชาวบ้านเรียกว่า วัดสวนดอก ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2476 โดยครูบาศรีวิชัย (พ.ศ. 2421-2482)
เจดีย์ประธาน
พระสุมนเถร จากสุโขทัยขึ้นมายังอาณาจักรล้านนา ทำให้เกิดรูปแบบการก่อสร้างเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ที่มีอิทธิพลทั้งศิลปะสุโขทัยและศิลปะพุกาม มาก่อสร้างที่วัดบุปผารามแห่งนี้ ได้แก่การก่อสร้างเจดีย์ประธาน บนฐานไพทีเดียวกันกับวิหารหลวงที่อยู่ด้านหน้าพร้อมเจดีย์รอบด้านทิศเหนือ-ใต้ ของเจดีย์ประธาน ด้านละ 3 องค์ จากภาพถ่ายพบรูปแบบของเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นเจดีย์ราย มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ที่มาพร้อมกับพระสุมนเถร แต่ปัจจุบันมีการซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นเจดีย์ทรงระฆังเรียบร้อยแล้ว องค์เจดีย์ประธานก่อบนลานประทักษิณที่ยกสูง มีซุ้มประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน คล้ายเจดีย์ฉปัฏ เมืองพุกาม ที่มุมทั้ง 4 มุม บนลานประทักษิณ มีเจดีย์รายทรงระฆังแบบล้านนาประดับ
ส่วนที่เป็นอิทธิพลศิลปะพุกาม คือ ส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดบัวคว่ำบัวหงาย 3 ชั้น พัฒนามาจากเจดีย์ฉปัฏในเมืองพุกาม และเจดีย์วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม เชิงดอยสุเทพของล้านนา
ส่วนที่เป็นอิทธิพลศิลปะสุโขทัย คือลักษณะองค์ระฆังขนาดใหญ่ มีบัลลังก์เหนือองค์ระฆังในผังสี่เหลี่ยม และประดับพระพุทธรูปลีลารอบก้านฉัตร คล้ายกับเจดีย์ทรงระฆังสมัยสุโขทัย ส่วนฐานเดิมยังปรากฏว่ามีช้างล้อม แต่รูปแบบเจดีย์ในปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้ว
ส่วนที่เป็นลักษณะของเจดีย์ล้านนา ได้แก่ ชุดของฐานบัวรองรับองค์ระฆัง ประกอบด้วยฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย 3 ชั้น ประดับด้วยลูกแก้วอกไก่ ที่พัฒนารูปแบบต่อมาจากเจดีย์วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม เจดีย์วัดบุปผารามได้รับการบูรณะด้วยการหุ้มทองจังโก โดยกรมศิลปากร ใน พ.ศ. 2550 ตามหลักฐานเดิมที่มีการสำรวจพบ
วิหารหลวง
วิหารหลวงกว้าง 35 เมตร ยาว 85 เมตร ถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยครูบาศรีวิชัย (พ.ศ. 2421-2482) ในบริเวณที่เคยเป็นวิหารเดิมจัดเป็นศิลปะพื้นถิ่นล้านนาสมัยครูบาศรีวิชัยในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 นอกจากนี้ภายในวัดบุปผารามยังมีวิหารพระเจ้าเก้าตื้อ ที่ประดิษฐานพระเจ้าเก้าตื้อ (หมายถึงพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยสำริด) หนักมากถึง 9 ตื้อ (1 ตื้อหนักประมาณ 12,000 กิโลกรัม) สร้างโดยพระเมืองแก้ว (พ.ศ. 2038-2068) โปรดให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2047 นับเป็นพระพุทธรูปสำริดล้านนาที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด หน้าตักกว้าง 2.90 เมตร สูง 3.89 เมตร
ความสำคัญของวัดสวนดอกอีกประการหนึ่ง คือ เป็นวัดที่ตั้งสุสานของเจ้านายฝ่ายเหนือ โดยมีกู่บรรจุอัฐิของเจ้าเมืองเหนือ และพระญาติองค์สำคัญคือ เจ้าเมืองเชียงใหม่ทุกพระองค์ ตั้งแต่พระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. 2325-2356) จนถึงเจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2452-2482) เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้าย
ปัจจุบันวัดบุปผารามหรือวัดสวนดอก เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่มีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 75 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์ และกรรมการวัดบุปผาราม
พระเจ้ากือนาทรงสร้างวัดเพื่อเป็นที่พำนักของพระสุมนเถรจากสุโขทัย และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุ
สมัยพระเมืองแก้ว โปรดให้สร้างพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ "พระเจ้าเก้าตื้อ" ซึ่งยังคงสมบูรณ์จนปัจจุบัน
มีการปฏิสังขรณ์วัดครั้งสำคัญ ช่วยคงสภาพโบราณสถานและศาสนสถานสำคัญของวัดสวนดอก
กรมศิลปากรบูรณะเจดีย์ตามหลักฐานเดิมที่สำรวจพบ และเสริมการอนุรักษ์องค์ประกอบสำคัญของวัด
วัดบุปผารามเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสนอเชียงใหม่เป็นมรดกโลก