ปราการล้อมรอบวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กว่า 730 ปีของเชียงใหม่
เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา ที่มีความสำคัญที่สุดในวัฒนธรรมล้านนา ระหว่าง พ.ศ. 1839-2107 โดยพญามังราย ผู้นำของชุมชนแคว้นโยนก ซึ่งตั้งอยู่ภาคเหนือตอนบนทางทิศตะวันออก (จังหวัดเชียงราย - พะเยา) บริเวณลุ่มแม่น้ำกก - อิง ได้ยกทัพมายึดครองอาณาจักรหริภุญชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง-กวง ทางด้านทิศตะวันตกของภาคเหนือตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่ - ลำพูน)
อาณาจักรหริภุญชัยได้นำเอาวัฒนธรรมทวารวดีจากภาคกลางของประเทศไทยขึ้นมาเผยแพร่ ทั้งคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบเถรวาท และความเจริญในด้านต่าง ๆ ให้กับคนในพื้นที่ ร่วมกับศิลปะพุกามจากประเทศพม่า ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกัน
หลังจากยึดครองอาณาจักรหริภุญชัยได้แล้ว พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นบนที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำปิงและดอยสุเทพ สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 1.6 กิโลเมตร มีกำแพงเมืองและคูเมืองล้อมรอบ กำแพงเมืองเป็นคันดินและมีการก่ออิฐส่วนบน เป็นเชิงเทินและมีเสมากำแพง
เมืองเชียงใหม่ยอมรับคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบเถรวาท และพบหลักฐานทั้งทางสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่ยังปรากฏอิทธิพลศิลปะหริภุญชัย พุกาม และสุโขทัย ที่อยู่ร่วมสมัยกัน ก่อนพัฒนามาเป็นศิลปะล้านนาที่มีความเป็นตัวของตัวเองจนถึงปัจจุบัน
แนวคิดการวางผังเมือง
เมืองเชียงใหม่มีรูปแบบการวางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 1,600 เมตร ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากผังเมืองสุโขทัย เพราะอยู่ร่วมสมัยกัน (พุทธศตวรรษที่ 18-19) และได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมรอีกทอดหนึ่ง รวมทั้งจากเอกสารประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่า พ่อขุนรามคำแหงจากอาณาจักรสุโขทัย และพญางำเมืองแห่งอาณาจักรพะเยา ได้ร่วมกันกับพญามังรายออกแบบสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นใน พ.ศ. 1839 หลังจากพญามังรายมีชัยชนะเหนืออาณาจักรหริภุญชัย
ภูมิประเทศและระบบลำน้ำ
ที่ตั้งของเมืองเชียงใหม่สร้างอยู่ระหว่างดอยสุเทพทางทิศตะวันตก และแม่น้ำปิงทางทิศตะวันออก เช่นเดียวกับเมืองสุโขทัยที่สร้างอยู่ระหว่างเทือกเขาหลวงและแม่น้ำยม เมืองเชียงใหม่มีแม่น้ำไหลผ่าน 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำปิง ห้วยแก้ว และแม่น้ำแม่ข่า สภาพภูมิประเทศดังกล่าวน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การวางผังเมืองเชียงใหม่มีลักษณะเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพื่ออาศัยลำน้ำทั้ง 3 สายมาหล่อเลี้ยงและป้องกันน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่
แนวคิดนี้ยังสะท้อนบทเรียนจากอดีตที่พญามังรายเคยสร้างเวียงกุมกามก่อนมาสร้างเมืองเชียงใหม่ โดยตำแหน่งของเวียงกุมกามไปขวางทางไหลของแม่น้ำปิงสายเก่า ทำให้เกิดอุทกภัยอยู่เนือง ๆ จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงกับเมืองเชียงใหม่เดิมมีเมืองโบราณอยู่ก่อนแล้ว เช่น เวียงนพบุรี เวียงสวนดอก เวียงเจ็ดลิน เวียงรั้วน่าง และเชียงโฉม จึงต้องคำนึงถึงบริบทเดิมในการกำหนดขนาดและรูปแบบของเมืองเชียงใหม่
องค์ประกอบเมือง
เมืองเชียงใหม่มีลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 1,600 เมตร มีพื้นที่ 1,650 ไร่ 2 งาน 85.25 ตารางวา (264 เฮกเตอร์) มีคูเมืองกว้างประมาณ 20 เมตร และกำแพงเมืองกว้างประมาณ 4 เมตร สูง 5.5 เมตร ล้อมรอบ มีประตูเมือง 5 ประตู คือ ประตูช้างเผือก ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนปรุง และประตูสวนดอก
กำแพงเมืองสร้างจากคันดิน และก่ออิฐส่วนบนเป็นเชิงเทินและใบเสมากำแพง ส่วนที่เป็นประตูและป้อมก่อด้วยอิฐทั้งหมด แต่ละมุมมีป้อมประจำมุมเมือง 4 มุม เรียกว่าแจ่ง ได้แก่ แจ่งหัวลิน แจ่งศรีภูมิ แจ่งก๊ะต้ำ และแจ่งกู่เฮือง พื้นที่คู-กำแพง-ประตู และป้อมมุมเมือง มีพื้นที่ประมาณ 19.009 เฮกเตอร์
ภายในเมืองมีอาคารสิ่งปลูกสร้างหลายประเภท เช่น พระราชวัง หอคำ บ้านเรือนราษฎร วัด ตลาด สนามหลวงกลางเมือง หอสังเกตการณ์ หอกลอง และเรือนจำ เป็นต้น ปัจจุบันยังปรากฏหลักฐานการก่อสร้างหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะวัดจำนวน 44 แห่งภายในกำแพงเมือง แยกเป็นวัดที่ยังมีภิกษุจำพรรษา 37 แห่ง และวัดร้าง 7 แห่ง ซึ่งสะท้อนพัฒนาการจากการบูรณะและการใช้งานต่อเนื่องตามยุคสมัย พร้อมทั้งยังคงเอกลักษณ์ศิลปะล้านนาจนถึงปัจจุบัน
พญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ พร้อมก่อสร้างกำแพงเมืองและคูเมืองเป็นปราการป้องกัน
หลังขับไล่พม่า มีการบูรณะกำแพงเมืองและขุดลอกคูเมืองครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนคูเมืองและกำแพงเมืองเชียงใหม่เป็นโบราณสถานแห่งชาติ
อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำเอกสารเสนอชื่อต่อ UNESCO เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
วัดที่เก่าแก่ที่สุดในเขตกำแพงเมือง