วัดหลวงชั้นเอก ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของล้านนา
ที่ตั้งและองค์ประกอบภายในวัด
วัดพระสิงห์ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมืองค่อนไปทางทิศตะวันตก เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท พื้นที่ประมาณ 3.972 เฮกเตอร์ มีแนวกำแพงล้อมรอบวัดทั้ง 4 ด้าน ประตูทางเข้าหลักอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ภายในวัดมีศาสนสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์ วิหารหลวง วิหารลายคำ ที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรล้านนาและประเทศไทย หอไตร พระอุโบสถ วิหารพระนอน หอระฆัง กุฏิสงฆ์ และอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม
ชื่อวัดและพัฒนาการทางประวัติศาสตร์
จากเอกสารประวัติศาสตร์ พระเจ้าผายู (พ.ศ. 1879-1898) กษัตริย์ลำดับที่ 5 แห่งอาณาจักรล้านนา โปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้น และสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิพระเจ้าคำฟู (พ.ศ. 1865-1878) พระราชบิดา เรียกชื่อว่า "วัดพระเชียง" ต่อมาด้วยทำเลที่อยู่ติดกับ "ตลาดลีเชียง" ของเมืองเชียงใหม่ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดว่า "วัดลีเชียงพระ" ซึ่งพบชื่อดังกล่าวในเอกสารประวัติศาสตร์
การประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์
ในสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา (พ.ศ. 1928-1945) มีบันทึกว่าท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงราย ได้ถวายพระพุทธสิหิงค์แด่พระเจ้าแสนเมืองมา และพระองค์โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานในมณฑปวัดลีเชียง ตั้งแต่นั้นประชาชนทั่วไปจึงนิยมเรียกวัดนี้ว่า "วัดพระสิงห์" ตามนามของพระพุทธรูป
ภาพรวมศิลปกรรม
วัดพระสิงห์ เป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ คือ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิงค์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอาณาจักรล้านนา ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยกษัตริย์ล้านนา และเจ้าเมืองเชียงใหม่อย่างต่อเนื่องสืบมา ทั้งยังเป็นแหล่งที่รวบรวมศิลปกรรมไว้อย่างครบถ้วน ทั้งงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ตั้งแต่ยุคอาณาจักรล้านนาจนมาถึงงานศิลปกรรมในปัจจุบัน ได้แก่
เจดีย์ประธาน
รูปแบบของเจดีย์เป็นรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา เป็นลักษณะของเจดีย์ที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยนั้น และถือเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปล้านนาระยะที่ 2 (พุทธศตวรรษที่ 20) โดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกาม ในกลุ่มที่รับอิทธิพลมาจากลังกา มีส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนฐาน เป็นฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยม 2-3 ฐาน รองรับชุดฐานบัว 2 ฐานซ้อนกัน ในผังเพิ่มมุมหรือยกเก็จแบบล้านนา ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานบัวในผังกลม 3 ฐาน รองรับองค์ระฆัง ส่วนองค์ระฆัง เนื่องจากฐานมีขนาดสูงมาก องค์ระฆังจึงมีขนาดเล็ก เหนือองค์ระฆังมีบัลลังก์สี่เหลี่ยมเพิ่มมุมไม้สิบสอง ส่วนยอด มีก้านฉัตร บัวฝาละมีรองรับปล้องไฉนและปลียอด นิยมประดับด้วยทองจังโก (แผ่นทองแดงหรือสำริดบุรอบองค์เจดีย์)
เจดีย์ประธานของวัดพระสิงห์ แต่แรกสร้างคงจะมีลักษณะของเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่มีรูปแบบเดียวกับพระธาตุหริภุญชัย แต่เนื่องจากวัดนี้มีการใช้ประโยชน์กันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และมีการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่เสมอมาจึงมีลักษณะแตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่เมื่อพิจารณาจากรูปแบบแล้วก็น่าจะเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ในราวพุทธศตวรรษที่ 20
พระอุโบสถ
จากจารึกหินทรายแดง ซึ่งพบที่ฐานพระอุโบสถ กล่าวถึง พระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. 2325-2356) เจ้าเมืองเชียงใหม่ สร้างอุโบสถมณฑปปราสาทภายในพระอุโบสถ และหอธรรม เมื่อ พ.ศ. 2354 จึงอาจจัดเป็นงานศิลปะพื้นบ้านล้านนาที่มีลักษณะและรูปแบบเฉพาะของสกุลช่างในช่วงนั้น พระอุโบสถวัดพระสิงห์ จัดเป็นงานศิลปะพื้นถิ่นล้านนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ที่เป็นงานเครื่องไม้ รูปแบบของหลังคาและงานประดับตกแต่งมีลักษณะพิเศษ คือ ภายในมีปราสาทที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานไว้กึ่งกลางแตกต่างจากพระอุโบสถทั่วไปที่จะประดิษฐานที่ผนังด้านในสุด
วิหารลายคำ
วิหารลายคำเป็นตัวอย่างที่ดีของงานเครื่องไม้ล้านนา ที่มีความงามได้สัดส่วน ได้แก่ มีส่วนของหลังคาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะรัตนโกสินทร์ คือ มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีฝาผนังก่ออิฐถือปูนแล้วส่วนหนึ่ง รูปแบบที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นงานที่มีการบูรณะแล้วในสมัยพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ ใน พ.ศ. 2406
ภายในวิหารลายคำ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนาและประเทศไทย จัดเป็นพระพุทธรูปสกุลช่างล้านนา และมีงานจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม เป็นศิลปะพื้นถิ่นล้านนา ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411-2453) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วิหารลายคำ หมายถึง วิหารที่มีลายทองจิตรกรรมที่อยู่ด้านหลังและด้านข้างพระพุทธรูปประธานเป็นลายคำบนพื้นสีแดง รูปแสดงของอดีตพระพุทธเจ้า เหนือภาพเล่าเรื่อง เป็นลักษณะของเทพชุมนุมรูปเทวดาทรงเครื่องอย่างพม่า นอกจากนี้ยังมีภาพประกอบเหตุการณ์แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนา ประเพณี และวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านของชาวล้านนา เป็นต้น ที่ผนังด้านทิศเหนือเขียนภาพเล่าเรื่อง สุวรรณสังข์ (สังข์ทอง) ส่วนผนังด้านทิศใต้เขียนเรื่อง สุวรรณหงส์ หรือหงส์หินของชาวล้านนา ทั้ง 2 เรื่อง เป็น ชาดกนอกนิบาตที่ภิกษุสมัยล้านนาแต่งเพิ่มเติมขึ้น
วิหารหลวง
วิหารหลวงจัดเป็นงานศิลปกรรมในยุคหลัง ที่สร้างขึ้นในตำแหน่งเดิม จัดเป็นแบบพื้นถิ่นที่มีอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ โดยครูบาศรีวิชัยปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ สมัยรัชกาลที่ 7 ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหารพื้นบ้านล้านนาทั่วไป ชั้นหลังคาด้านหน้าและด้านหลัง 2 ชั้นเท่ากัน ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ อย่างศิลปะรัตนโกสินทร์ หน้าบันประดับลวดลายไม้แกะสลักเต็มพื้นที่เป็นลายก้านขดช่อดอก หน้าบันประดับพระนารายณ์ทรงครุฑ และลายก้านขดที่แทรกรูปสัตว์ต่าง ๆ และมีรูปเสือ สัตว์ปีเกิดของครูบาศรีวิชัย
หอไตร
หอไตร วัดพระสิงห์ จัดเป็นตัวอย่างหอไตรของศิลปะพื้นถิ่นล้านนา ที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในล้านนา สร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันกับวิหารลายคำ เป็นสถานที่ใช้สำหรับเก็บพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์สําคัญของศาสนา หอไตรวัดนี้เป็นอาคารแบบผสม ส่วนล่างก่ออิฐถือปูน ส่วนบนเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ถือเป็นวิวัฒนาการของการสร้างหอไตรในระยะหลังที่ทำเป็นอาคาร 2 ชั้น เพื่อป้องกันอันตรายจากแมลง ลักษณะทางศิลปกรรมส่วนหลังคา เหมือนอาคารเครื่องไม้ในศิลปะล้านนาทั่วไป ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีสาหร่ายรวงผึ้ง บนสันหลังคามีการประดับหงส์ ตลอดทั้งแนว กลางสันหลังคาประดับฉัตร ซึ่งมีคติความเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของเขาพระสุเมรุ และเขาสัตบริภัณฑ์ อันเป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ รวมทั้งหงส์ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าอาคารนี้ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนสวรรค์ ลักษณะการสร้างงานแบบนี้ ปรากฏในศิลปะพุกาม และศิลปะพม่า สมัยหลังรวมทั้งในศิลปะลาว และล้านนาด้วย
งานศิลปกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ในหอไตร วัดพระสิงห์ คือ งานปูนปั้นประดับผนังอาคาร ทำเป็นเทวดาพนมมือโดยรอบคล้ายกับเทวดาปูนปั้น ที่วิหารวัดเจ็ดยอด จึงน่าจะเป็นงานเลียบแบบ นอกจากนี้ยังมีปูนปั้นรูปสัตว์หิมพานต์ประดับฐานหอไตร เป็นรูปสิงโต กิเลน และตัวมอม ซึ่งเป็นสัตว์ผสมหลายชนิด เป็นงานพื้นบ้านที่เกิดขึ้นใหม่ในล้านนา มักพบบริเวณหน้าอาคารทางเข้าหรือฐานอาคาร เป็นแนวความคิดมาจากทวารบาล หรือผู้ดูแลปกป้องศาสนสถาน ซึ่งเป็นแบบแผนที่ปรากฏมาแล้วในอินเดีย ลังกา จนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ให้ความหมายว่า หอไตร หรือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ในฐานะของศูนย์กลางจักรวาลจากรูปแบบศิลปกรรม สามารถกำหนดอายุได้ว่าหอไตรวัดพระสิงห์ มีการสร้างใน พ.ศ. 2354 และงานประดับตกแต่งจากการบูรณะ ใน พ.ศ. 2467
ปัจจุบันวัดพระสิงห์ เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาทที่มีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 90 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์ และกรรมการ วัดพระสิงห์
พระเจ้าผายูโปรดให้สร้างวัด และสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิพระเจ้าคำฟู โดยเดิมเรียกว่า "วัดพระเชียง"
สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐาน ทำให้วัดเป็นที่รู้จักในนาม "วัดพระสิงห์"
จารึกฐานพระอุโบสถระบุการก่อสร้างในสมัยพระเจ้ากาวิละ สะท้อนสกุลช่างพื้นบ้านล้านนา
มีการบูรณะงานตกแต่งสำคัญของหอไตรต่อจากโครงสร้างเดิมที่สร้างในสมัยก่อนหน้า
วัดพระสิงห์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสนอเชียงใหม่เป็นมรดกโลก