ร่วมนับถอยหลังสู่การเป็นเมืองมรดกโลก กับโครงการที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์กว่า 700 ปี เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่
"เชียงใหม่ไม่ใช่แค่เมือง แต่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีลมหายใจ — เราไม่ได้เพียงแค่อนุรักษ์ก้อนอิฐ แต่เรากำลังรักษาจิตวิญญาณแห่งล้านนาให้ยั่งยืนสืบไป"
ความเป็นมาของโครงการเชียงใหม่สู่มรดกโลก
แนวคิดการเสนอเมืองเชียงใหม่เข้าสู่บัญชีมรดกโลกเริ่มปรากฏขึ้นจากความตระหนักร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการ หน่วยงานด้านวัฒนธรรม และประชาชน ว่าเชียงใหม่ในฐานะนครหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา เป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปี และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าระดับสากล ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว จึงได้มีการศึกษาและจัดทำเอกสารเบื้องต้นเพื่อประเมินคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value: OUV) ของเชียงใหม่ โดยพิจารณาทั้งด้านผังเมืองโบราณ สถาปัตยกรรมล้านนา และระบบความเชื่อทางพุทธศาสนาเถรวาทที่มีบทบาทต่อการพัฒนาเมือง
พ.ศ. 2558 เชียงใหม่ได้รับการขึ้นทะเบียนใน “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น” (Tentative List) ของ UNESCO ภายใต้ชื่อ “อนุสรณ์สถาน แหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา” ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมสำคัญ 8 แหล่ง โดยเน้นความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมล้านนา ผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับดอยสุเทพ ภายใต้แนวทางอนุรักษ์ควบคู่กับการดำรงชีวิต
ปัจจุบัน เชียงใหม่อยู่ในกระบวนการเร่งปรับปรุงภูมิทัศน์และอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญ โดยมุ่งรักษาความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต (living heritage city) ควบคู่กับการเติบโตของเมืองสมัยใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับการตรวจพื้นที่จริงจากผู้เชี่ยวชาญของ ICOMOS ในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน 2569
เป้าหมาย: ผลักดันให้การขึ้นทะเบียนเมืองมรดกโลกสำเร็จภายในปี 2569-2570 เพื่อเฉลิมฉลองวาระ 730 ปีเมืองเชียงใหม่
ขั้นตอนการเสนอชื่อเชียงใหม่เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมต่อ UNESCO
เสนอชื่อเข้าบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของ UNESCO
จัดทำ Nomination Dossier ระบุคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV)
ยื่นเอกสารผ่านรัฐบาลไทยไปยังศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre)
ผู้เชี่ยวชาญจาก ICOMOS ลงพื้นที่ตรวจสอบและประเมินคุณค่าของแหล่งมรดก
คณะกรรมการมรดกโลกลงมติขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก
เชียงใหม่อยู่ในบัญชี Tentative List ของ UNESCO ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารนำเสนอ (Nomination Dossier) เพื่อยื่นต่อศูนย์มรดกโลก
อนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา เป็นมรดกวัฒนธรรมแบบต่อเนื่องจำนวน 3 องค์ประกอบ ที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูงสลับกับที่ราบลุ่มน้ำ แหล่งมรดกวัฒนธรรมทั้ง 3 องค์ประกอบตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ประกอบด้วย 1. เมืองเชียงใหม่และโบราณสถานสำคัญภายในเมือง (วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์) และนอกเมือง (วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก)) 2. โบราณสถานวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ 3. โบราณสถานวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) อยู่ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย
จากหลักฐานโบราณคดีได้พบว่า บริเวณโดยรอบแหล่งวัฒนธรรมทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ มีมนุษย์เข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ พบหลักฐานสำคัญ คือ เครื่องมือหินกะเทาะประเภทขวานกำปั้น ในยุคหินเก่า เครื่องมือหินสมัยหินกลางในวัฒนธรรมแบบฮัวบินเนียน (Hoabinhian) และพบเมล็ดข้าวในถ้ำผีแมนและถ้ำยวน จังหวัดแม่ฮ่องสอน แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของกลุ่มคนที่รู้จักการเพาะปลูกอันเป็นวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม มีอายุราว 8,000 - 6,000 ปี และเริ่มพัฒนามาจนถึงยุคหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ (Proto History) ที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีการค้นพบเครื่องมือเหล็ก กำไลสำริด และลูกปัดแก้ว จัดอยู่ในยุคโลหะตอนปลาย ราว 1,500 - 500 ปี
เมื่อวัฒนธรรมทางศาสนาได้แผ่เข้ามาในดินแดนประเทศไทย สมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) มีศูนย์กลางอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย และได้แผ่ขยายเข้ามาในเขตภาคเหนือตอนบน มีการสร้างเมืองหริภุญชัยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหริภุญชัย ริมฝั่งแม่น้ำกวง ราวพุทธศตวรรษที่ 13-19 จนกระทั่งพญามังราย ผู้นำชุมชนจากแคว้นโยนกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกของอาณาจักรหริภุญชัย บนที่ราบลุ่มแม่น้ำกก-อิง ยกทัพมารุกรานอาณาจักรหริภุญชัย จนได้รับชัยชนะใน พ.ศ. 1835 และสถาปนาอาณาจักรล้านนาขึ้นใน พ.ศ. 1839 โดยสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง
อาณาจักรล้านนา เป็นนครรัฐอิสระ ที่มีระบบกษัตริย์และการปกครองเป็นของตนเอง โดยมีพญามังรายเป็นปฐมกษัตริย์ ตั้งราชวงศ์มังราย และมีกษัตริย์ปกครองต่อเนื่องกัน 17 พระองค์ (พ.ศ. 1839-2107) ตลอดระยะเวลา 286 ปี อาณาจักรล้านนามีความเจริญในด้านต่าง ๆ และเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาที่สำคัญ ที่มีทั้งภาษาพูดและตัวอักษร รวมทั้งกฎระเบียบเป็นของตนเอง เรียกว่า มังรายศาสตร์ มีหลักฐานของงานศิลปกรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง กำหนดเรียกว่า "ศิลปะล้านนา"
เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา มีแผนผังเมืองเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละประมาณ 1.6 กิโลเมตร โดยมีกำแพงเมืองและคูเมืองล้อมรอบ กำแพงเมืองเป็นคันดินและมีการก่ออิฐส่วนบน เป็นเชิงเทินและมีเสมากำแพง ส่วนที่เป็นประตูเมืองและป้อมก่อด้วยอิฐทั้งหมด ภายในเมืองมีวัดเนื่องในพุทธศาสนามากกว่า 30 แห่ง รวมทั้งพระราชวัง บ้านเรือนอยู่อาศัยของประชาชน และตลาด
ภายในเมืองและนอกเมืองเชียงใหม่มีวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาทมากกว่า 100 แห่ง ที่เป็นประจักษ์พยานแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมล้านนาที่คงปรากฏให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่วัดแห่งแรกที่สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองเชียงใหม่ คือ วัดเชียงมั่น ส่วนวัดที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่มีอัตลักษณ์ของตนเองเรียกว่า เจดีย์ทรงปราสาทยอด ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในอาณาจักรล้านนา คือ วัดเจดีย์หลวง และยังมีวัดพระสิงห์ ซึ่งเป็นตัวแทนของวัดในวัฒนธรรมล้านนา แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของวัดที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด และแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของศิลปะล้านนาอย่างแท้จริง
ส่วนภายนอกเมืองเชียงใหม่ มีวัดที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่สะท้อนความสัมพันธ์ของอาณาจักรล้านนา สุโขทัย และพุกามที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะลังกา คือ วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก) ส่วนวัดที่มีศาสนสถานแบบพิเศษที่พบเพียงแห่งเดียวในวัฒนธรรมล้านนา คือ วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม มีการก่อสร้างเจดีย์ที่มีห้องกรุ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุพร้อมการขุดอุโมงค์ให้เข้าไปสักการบูชา และสร้างเป็นกุฏิสงฆ์สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน วัดพระธาตุดอยสุเทพที่สร้างขึ้นบนยอดเขา เปรียบเสมือนเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์และเป็นต้นแบบคติการสร้างพระธาตุศักดิ์สิทธิ์และเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาตอนปลาย ส่วนวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบพิเศษ โดยถ่ายแบบมาจากมหาวิหารที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย การปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์และการสร้างสัตตมหาสถานทั้ง 7 แห่ง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระพระพุทธศาสนาครบรอบ 2,000 ปี และยังใช้เป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
อาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า เป็นเวลากว่า 200 ปี (พ.ศ. 2101-2317) จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310-2325) จึงเป็นอิสระจากพม่า และมาอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงรัตนโกสินทร์ มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชเมืองหนึ่ง มีเจ้าเมืองปกครองภายใต้รัฐสยามสืบต่อมา จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยใน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในปี 2476 เมืองเชียงใหม่ที่เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาในอดีต จึงมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยสืบมาจนปัจจุบัน
Criteria II
เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา ที่เป็นรัฐอิสระ มีระบบกษัตริย์ปกครอง ระหว่าง พ.ศ. 1839-2101 ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ที่พบหลักฐานการอยู่อาศัยของคนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีการพัฒนาจนเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ในสมัยหริภุญชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-19) ที่รับอิทธิพลจากอาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) จากภาคกลางของประเทศไทย จนกระทั่งพญามังรายเอาชนะอาณาจักรหริภุญชัยใน พ.ศ. 1835 สถาปนาอาณาจักรล้านนาขึ้นใน พ.ศ. 1839 ต่อมาได้ไปอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ระหว่าง พ.ศ. 2101-2317 และมาขึ้นต่อราชอาณาจักรไทย จนเปลี่ยนสถานะมาเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน พัฒนาการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนดั้งเดิมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมหริภุญชัย และพัฒนามาจนเป็นวัฒนธรรมล้านนา ที่มีการผสมผสานกับศิลปะหริภุญชัย ศิลปะพุกามของประเทศพม่า และศิลปะสุโขทัย มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 พบหลักฐานที่สำคัญเกี่ยวกับการเข้ามาของพุทธศาสนาแบบเถรวาท เมืองเชียงใหม่มีอัตลักษณ์ของตนเองตั้งแต่ลักษณะการวางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส
ภายในเมืองเชียงใหม่ปัจจุบันมีวัดเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาท มากกว่า 30 แห่ง สร้างมาตั้งแต่แรกสร้างเมืองเชียงใหม่และยังใช้ประโยชน์อยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นวัดที่ยังมีภิกษุจำพรรษาและประกอบกิจพิธีกรรมทางพุทธศาสนา และส่วนหนึ่งเป็นโบราณสถานร้าง โดยมีวัดที่สำคัญคือ วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง และวัดพระสิงห์ และโบราณสถานที่สำคัญภายนอกเมือง คือ วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก) วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม วัดพระธาตุดอยสุเทพ และวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)
แหล่งมรดกวัฒนธรรมทั้ง 3 องค์ประกอบ มีความสัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องกัน จัดอยู่ในวัฒนธรรมล้านนาและในคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบเถรวาท ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทั้งในเรื่องการสร้างเมือง คติความเชื่อในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่รับอิทธิพลทั้งของศิลปะแบบหริภุญชัย ศิลปะพุกาม และศิลปะสุโขทัย ที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวและสวยงาม จนพัฒนามาเป็นอัตลักษณ์ของตนเองที่เรียกว่า ศิลปะแบบล้านนา ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้
เมืองเชียงใหม่ เป็นตัวแทนของเมืองโบราณในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งเป็นชื่อเรียกตามอาณาจักรล้านนา มีพื้นที่ครอบคลุมภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-22
Criteria III
เมืองเชียงใหม่ เป็นตัวแทนของเมืองโบราณในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งเป็นชื่อเรียกตามอาณาจักรล้านนา มีพื้นที่ครอบคลุมภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-22 ศิลปกรรมล้านนาได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมหริภุญชัย ที่มีอิทธิพลจากวัฒนธรรมทวารวดี จากภาคกลางของประเทศไทย ขึ้นมาผสมผสานกับศิลปะพุกามของอาณาจักรพุกาม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีการพัฒนาจากชุมชนดั้งเดิมตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย มาเป็นชุมชนเมือง และเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ ที่มีระบบเจ้าเมืองในการปกครองจากเมืองเล็ก ๆ รวมกันเป็นแคว้นมีผู้ปกครอง และขยายขอบเขตอำนาจไปยังแคว้นอื่น จนรวมตัวเป็นอาณาจักรใหม่ขึ้นมาได้ อาณาจักรล้านนาเจริญอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ลำปาง พะเยา แม่ฮ่องสอน แพร่ และน่าน โดยมีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง พบหลักฐานทางโบราณคดีและงานศิลปกรรมที่มีรูปแบบเดียวกันแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกัน และนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่แสดงออกทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานประณีตศิลป์ และขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วงมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน
เมืองเชียงใหม่ มีองค์ประกอบโดยรวมที่แสดงถึงความโดดเด่นอันเป็นสากล และมีความครบถ้วนสมบูรณ์ของคุณลักษณะ คุณสมบัติ ของมรดกวัฒนธรรมที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส ที่ยังคงปรากฏหลักฐานความเป็นเมือง คือ มีคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ พบโบราณสถานมากกว่า 100 แห่ง ที่สร้างเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาท โบราณสถานประเภทวัดส่วนใหญ่จะมีภิกษุจำพรรษา คงมีเฉพาะบางแห่งที่เป็นโบราณสถานร้าง ทั้งภายในและภายนอกเมือง ซึ่งกรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย เมืองเชียงใหม่และโบราณสถานที่สำคัญภายในเมือง (วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์) และโบราณสถานสำคัญนอกเมือง (วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก)) โบราณสถานวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม โบราณสถานวัดพระธาตุดอยสุเทพ และโบราณสถานวัดมหาโพธาราม (เจ็ดยอด)
มรดกวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ เมืองเชียงใหม่ และโบราณสถานที่สำคัญภายในเมือง (วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์) และโบราณสถานสำคัญนอกเมือง (วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก)) โบราณสถานวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ และโบราณสถานวัดมหาโพธาราม (เจ็ดยอด) มีความเป็นของแท้และดั้งเดิม ทั้งโดยสภาพความเป็นเมืองโบราณที่มีคูเมือง กำแพงเมือง ประตูเมือง และโบราณสถานทั้งภายในเมืองและนอกเมืองได้รับการอนุรักษ์ตามขั้นตอนที่ยังคงสภาพความเป็นเมืองโบราณ และวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาทไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงใช้น้ำในคูเมืองเพื่อสาธารณประโยชน์จนถึงทุกวันนี้ รวมทั้งการจัดกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยังคงสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เช่น เทศกาลสงกรานต์ เป็นต้น
แหล่งมรดกวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้รับการปกป้องคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม นอกจากนั้นเขตกันชนยังได้รับการปกป้องคุ้มครอง โดยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เทศบัญญัติเทศบาลนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 และกฎกระทรวงเพื่อใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2555 การปกป้องคุ้มครองและการบริหารจัดการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ในระดับแรก กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโดยตรงกับโบราณสถานที่ประกาศขึ้นทะเบียน และในเขตกันชนมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสุเทพ เทศบาลตำบลช้างเผือก และเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบเป็นผู้ดูแลร่วมกัน
เชื่อม 8 พื้นที่สำคัญเป็นหนึ่งเดียว
สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ประกอบสร้างคุณค่าอันเป็นสากล (OUV) ของเชียงใหม่ — สามารถกดเข้าดูรายละเอียดแต่ละแห่งได้จากภาพด้านล่าง
โครงการดำเนินการภายใต้การประสานงานของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายภาคี โดยแบ่งคณะทำงานตามภารกิจหลัก เพื่อขับเคลื่อนการเสนอชื่อและการจัดการมรดกอย่างเป็นระบบ
บูรณาการนโยบายระดับจังหวัดและท้องถิ่น กำหนดทิศทางโครงการ อนุมัติแผนงาน และประสานกับหน่วยงานกลางด้านมรดกโลก
รวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และการจัดการพื้นที่ จัดทำ Nomination Dossier และแผนจัดการมรดกให้สอดคล้องเกณฑ์ UNESCO
เชื่อม 8 พื้นที่เป้าหมายกับชุมชนรอบข้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การสื่อสาร และการอนุรักษ์แบบมีชีวิต
เผยแพร่ความรู้เรื่องมรดกโลก จัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็น และเชื่อมโยงเครือข่ายภาคประชาสังคม
โครงสร้างคณะทำงานอาจปรับตามคำสั่ง / ประกาศของหน่วยงานเจ้าภาพอย่างเป็นทางการ
ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก
ยกระดับภาพลักษณ์เชียงใหม่ในเวทีนานาชาติ ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและนักลงทุนที่ใส่ใจคุณค่าทางวัฒนธรรม ด้วยภาพลักษณ์เมืองเก่าที่มีชีวิต (Living Heritage) เชียงใหม่จะไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 730 ปี วิถีชีวิต และวัดวาอารามอยู่ร่วมกัน ทำให้ดูมีเสน่ห์และจับต้องได้มากกว่ามรดกโลกที่เป็นโบราณสถานร้าง
สร้างกลไกคุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมภายใต้กรอบอนุสัญญามรดกโลก มีการอนุรักษ์ตามมาตรฐานสากล ป้องกันการทำลายและการพัฒนาที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคและงบประมาณจาก UNESCO ในการดูแลรักษาโบราณสถานและภูมิทัศน์เมือง นำไปสู่การจัดระเบียบผังเมืองและอนุรักษ์วัดสำคัญ และยังเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีการอนุรักษ์กับเครือข่ายเมืองมรดกโลกทั่วโลก
กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน เพิ่มมูลค่าทางการท่องเที่ยว (Value Certification) ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-end) ที่สนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นรายได้จากการพักแรมยาวนานขึ้น และสนับสนุนสินค้า/อาหารพื้นถิ่น
สร้างความภาคภูมิใจและตระหนักรู้ในคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่และคนไทยทั้งประเทศ ประชาชนในท้องถิ่นจะมีความรู้ ความเข้าใจ และภาคภูมิใจในวัฒนธรรมล้านนา เกิดความร่วมมือร่วมใจในการอนุรักษ์พื้นที่
ความท้าทายที่มาพร้อมกับโอกาส
การเป็นมรดกโลกต้องแลกมาด้วยกฎเกณฑ์การควบคุมการก่อสร้างที่เข้มงวดเพื่อรักษาทัศนียภาพ และต้องบริหารจัดการผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น (Overtourism) เพื่อไม่ให้วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกทำลาย
ทุกเสียงมีความหมาย ร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเสนอชื่อเชียงใหม่เป็นมรดกโลก