เจดีย์เจ็ดยอดจำลองจากมหาโพธิวิหาร สถานที่ประชุมสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8
วัดมหาโพธารามหรือวัดเจ็ดยอด ตั้งอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างออกมาประมาณ 1.2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามเอกสารประวัติศาสตร์กล่าวว่า พระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030) โปรดให้สร้างวิหารเพื่อเป็นที่จำพรรษาของมหาเถรอุดมปัญญา ที่เดินทางกลับมาจากลังกา
โดยให้ช่างไปถ่ายแบบจากเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย มาสร้างวิหารขึ้น และโปรดให้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่นำมาจากลังกาด้วยใน พ.ศ. 1998 จึงเรียกว่า "วัดมหาโพธาราม" เชื่อว่าเพื่อเป็นการฉลองพระพุทธศาสนาครบ 2,000 ปี
วัดมหาโพธารามนี้ ยังใช้เป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2020 โดยทั่วไปนิยมเรียกวัดนี้ว่า "วัดเจ็ดยอด" ตามลักษณะที่มีเจดีย์ตั้งอยู่บนวิหาร 7 องค์
วิหารมหาโพธิ์
วิหารหลังนี้จัดเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบพิเศษ เพราะมีอยู่แห่งเดียวในอาณาจักรล้านนา และประเทศไทย เป็นการจำลองมาจากเจดีย์พุทธคยาในอินเดีย เพราะมีรูปแบบ และแผนผังแบบเดียวกันแต่ย่อส่วนมาเหลือประมาณ 1 ใน 3 ส่วน
วิหารตั้งอยู่ด้านหน้าของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลังมีแผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 17.24 เมตร ยาว 31.56 เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ส่วนล่างเป็นฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย ตัววิหารเป็นห้องขนาดใหญ่ มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า และด้านหลังเล็กน้อย ผนังวิหารแบ่งเป็น 2 ชั้น และแบ่งเป็นห้อง ๆ โดยมีเสากั้น แต่ละห้องที่ผนังด้านนอกประดับเทวดาปูนปั้นยืนพนมมือ รวมทั้งลักษณะการแบ่งอาคาร และเสาคล้ายกับวิหารติวังกะ หรือวิหารเหนือสมัยโปโลนนารุวะ ศิลปะลังกา ประตูทางเข้าด้านหน้าก่อแบบวงโค้ง (TRUE ARCH) ที่อาจได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกาม
ส่วนยอดของวิหารเป็นเจดีย์ทรงศิขรห้าองค์ มีเจดีย์ประธานขนาดใหญ่ตรงกลาง มีเจดีย์บริวารที่มุมทั้งสี่ ด้านหน้ามีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็ก 2 องค์ รวมเป็น 7 องค์ ลักษณะของอาคารแสดงถึงอิทธิพลของศิลปะอินเดียภาคเหนือ ที่เรียกว่า ทรงศิขระ แบบเดียวกับวิหารที่พุทธคยาในอินเดีย และในพุกามประเทศพม่า โดยมีรูปแบบที่สำคัญ คือการทำอาคารซ้อนชั้น ในแต่ละชั้นประดับกูฑุ (วงโค้งรูปเกือกม้า) อันเป็นลักษณะของความเป็นปราสาทส่วนยอดเป็น อมาลกะ
นอกจากลักษณะพิเศษของวิหารแล้ว เทวดาปูนปั้นประดับผนังวิหารประกอบด้วยเทวดาพนมมือในท่ายืนและนั่ง ซึ่งมีการตีความว่า เป็นเทพชุมนุม เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จะมีหมู่เทวดามาชุมนุมแสดงความยินดี พร้อมดอกไม้โปรยปรายลงมาจากสวรรค์ รูปแบบศิลปกรรมน่าจะได้รับอิทธิพลศิลปะลังกา ซึ่งมีความแตกต่างจากมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ที่จะประดับพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ และพุกามจะประดับพระพุทธรูป
สัตตมหาสถาน
สัตตมหาสถาน หมายถึง สถานที่ 7 แห่งตามพุทธประวัติตอนตรัสรู้ ว่าพระพุทธเจ้าทรงทบทวนในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ในแต่ละสถานที่ที่พระองค์ทรงประทับนั่งทบทวนในแต่ละสัปดาห์ ได้มีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมไว้เป็นที่ระลึกเรียกว่า สัตตมหาสถาน ได้แก่
1. โพธิบัลลังก์ (สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 1)
สถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และได้ประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นเวลา 7 วัน นับเป็นสัปดาห์แรก คือ ต้นโพธิ์ ที่พระเจ้าติโลกราช โปรดให้นำมาปลูกเมื่อ พ.ศ. 1998 และเรียกวัดแห่งนี้ตามนามต้นพระศรีมหาโพธิ์ว่า "วัดมหาโพธาราม" โดยใช้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และวิหารที่มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานไว้ภายในเป็นสัญลักษณ์ เหตุการณ์สัปดาห์นี้
2. อนิมิสเจดีย์ (สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 2)
เป็นบริเวณที่พระพุทธเจ้าประทับยืน และเสด็จออกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และหันกลับมาทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยไม่กระพริบพระเนตรเป็นเวลา 7 วัน เพื่อแสดงการขอบคุณต่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ในการตรัสรู้ของพระองค์ และบริเวณดังกล่าวได้มีการสร้าง อนิมิสเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด ที่มีเรือนธาตุอยู่ในผังแปดเหลี่ยม และด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเจดีย์ ที่หันหน้าเข้าสู่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีคูหาที่น่าจะประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนปางถวายเนตร เป็นสัญลักษณ์เหตุการณ์สัปดาห์นี้ รูปแบบและลวดลายประดับเจดีย์เป็นลายแบบล้านนา ตรงกับประวัติการสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช
3. รัตนจงกรม (สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 3)
เป็นบริเวณ ที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำปาฏิหาริย์ ทรงเนรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่าง ต้นศรีมหาโพธิ์กับอนิมิสเจดีย์ และเสด็จพุทธดำเนินในจงกลมเป็นเวลา 7 วัน เรียกว่า "รัตนจงกรม เจดีย์" ซึ่งที่นี้ รัตนจงกรมเป็นฐานอาคารยกเป็นแท่นขึ้นมาตามแนวยาวในผังหกเหลี่ยม ลักษณะของฐานเช่นนี้ พบรูปแบบ และตำแหน่งเดียวกับที่พบที่พุทธคยา ในประเทศอินเดีย เป็นสัญลักษณ์เหตุการณ์สัปดาห์นี้
4. รัตนฆรเจดีย์ (สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 4)
หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จออกมาจากจงกรม ได้เสด็จมาประทับทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วทรงพิจารณาพระอภิธรรมตลอด 7 วัน และเทพยดาได้นิมิตเรือนแก้วถวายเมื่อครบ 7 วันแล้ว เกิดพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย สถานที่นี้จึงเรียกว่า "รัตนฆรเจดีย์" ซึ่งที่นี้รัตนฆรเจดีย์เหลือเพียงส่วนฐาน ในผังยกเก็จ และบางส่วนของเรือนธาตุนี้มีซุ้มจระนำมีพระพุทธรูปแสดงปางสมาธิ ลักษณะของเจดีย์น่าจะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบล้านนา เป็นลักษณะเหตุการณ์สัปดาห์นี้
5. ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร, สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 5)
หลังจากพระพุทธเจ้า พิจารณาพระอภิธรรมแล้ว ได้เสด็จไปทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไทร เป็นเวลา 7 วัน ปัจจุบันพบส่วนฐานอาคารทางด้านทิศตะวันออกของมหาวิหารที่อาจเป็นสถานที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์นี้
6. สระมุจลินท์ ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก : สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 6)
อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งใต้ต้นจิก ริมสระมุจลินท์ ตลอด 7 วัน ตามพุทธประวัติ กล่าวว่า ระหว่างประทับนั่งใต้ต้นจิก พญานาคมุจลินท์แผ่พังพาน กันฝนและลมให้พระพุทธเจ้า
ปัจจุบันยังคงมีสระขนาดใหญ่ ที่สร้างด้วยศิลาแลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิหาร ริมสระมุจลินท์มีมณฑปที่ภายในน่าจะเคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ตามพุทธประวัติ รูปแบบของมณฑปเป็นอาคารห้องสี่เหลี่ยม เข้าไปภายในได้จัดเป็นศิลปกรรมในสมัยพระเจ้าติโลกราช ตำแหน่งของสระตรงกับสระมุจลินท์ ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย
7. ต้นราชายตนะ (ต้นเกด : สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 7)
พระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศใต้ ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ใต้ต้นเกดเป็นเวลา 7 วัน ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พ่อค้า 2 คน นามว่า ตปุสสะและภัลลิกะ เดินทางผ่านมานำข้าวสัตตู มาถวาย ทั้งสองคนได้เป็น ปฐมอุบาสก ตำแหน่งของต้นราชายตนะ (ต้นเกด) ที่พบที่วัดนี้ คือ กู่แก้วที่มีลักษณะสถาปัตยกรรม เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบล้านนา ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช เป็นสัญลักษณ์เหตุการณ์สัปดาห์นี้
นอกจากวิหารมหาโพธิ์ และสัตตมหาสถานทั้ง 7 แล้ว สิ่งสำคัญภายในวัดมหาโพธาราม ยังมีซุ้มประตูโขง ทางเข้าวัดทางด้านทิศตะวันออก ที่มีรูปแบบและลวดลายจัดอยู่ในศิลปะล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 รวมทั้งพระอุโบสถ และกู่พระแก่นจันทน์ด้วย
วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) นับเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่สำคัญที่สุดในวัฒนธรรมล้านนา ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ที่เป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก และเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ส่วนทางด้านสถาปัตยกรรมนับเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรม ที่พบเพียงแห่งเดียวในล้านนา และในประเทศไทย ที่ถอดแบบมาจากพุทธคยาประเทศอินเดีย พร้อมกับสัตตมหาสถานที่ยังคงอยู่ครบถ้วนตั้งแต่แรกสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1998) แสดงให้เห็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าติโลกราชเพื่อให้ศูนย์กลางของศาสนาพุทธ คือ พุทธคยาอันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มาอยู่ที่อาณาจักรล้านนา เพราะในช่วงนั้นศาสนาพุทธหมดไปจากอินเดียแล้ว และอาณาจักรพุกามที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาในสมัยต่อมาก็ล่มสลายลงอีก
วัดมหาโพธาราม ยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษามาจนถึงปัจจุบัน โดยมีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 30 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์ และกรรมการวัดมหาโพธาราม
พระเจ้าติโลกราชโปรดให้ถ่ายแบบจากพุทธคยาและปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์จากลังกา
วัดเจ็ดยอดเป็นสถานที่สังคายนาครั้งแรกของประเทศไทยในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช
มีการสร้างซุ้มประตูโขง พระอุโบสถ และกู่พระแก่นจันทน์ ตามรูปแบบศิลปะล้านนา
ยังคงมีพระสงฆ์จำพรรษา และเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์-ศิลปกรรมล้านนาที่สำคัญ
วัดเจ็ดยอดเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสนอเชียงใหม่เป็นมรดกโลก
วัดศักดิ์สิทธิ์บนยอดดอยสุเทพ